วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

AFS ทุนที่ฉันอยากได้ (II) ...ความพยายามครั้งสำคัญ


พอฉันผ่านการสอบข้อเขียนทุน AFS ฉันรู้สึกอยากได้ทุนนี้มากๆ พรที่ฉันขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกวันทุกคืน คือ ขอให้ฉันได้รับทุน AFS นอกจากขอพรจากพระแล้ว ฉันก็ไปพบอาจารย์ราตรีซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาด้านการสมัครทุน AFS ซึ่งฉันคงโชคดีมากที่ไม่มีใครไปหาอาจารย์เลย อาจารย์เลยมีฉันที่ต้องดูแลคนเดียว อาจารย์ดูน้อยใจว่าเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ได้ไปหาอาจารย์เลยแม้แต่คนเดียว ส่วนฉันคิดว่าเพื่อนๆของฉันส่วนใหญ่ก็เก่งๆ ทั้งนั้น บางทีเพื่อนอาจจะคิดว่าสามารถดูแลตนเองได้
อาจารย์ก็เล่าถึงแนวคำถามต่างๆที่อาจถูกถามและต้องตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ ซึ่งก็มีทั้ง

  • การแนะนำตนเอง

  • การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

  • การแสดงความสามารถพิเศษ ซึ่งฉันเลือกที่จะเล่นขิม โดยฉันเตรียมเล่นขิมทั้งเพลงไทยเดิม และเพลงสากลยอดฮิต คือ Jingle Bell

ฉันมีสมุดโน้ตเล่มเล็กติดตัวฉันตลอดเวลาในช่วงนั้น เผื่อฉันคิดคำถามอะไรที่คิดว่าจะถูกถามออกฉันก็จะจดไว้ และกลับมาเตรียม รวมถึงจดศัพท์ต่างๆที่ฉันต้องรู้ รวมถึงเมนูการทำยำปลาหมึกที่ฉันเขียนขึ้นมาเองเป็นภาษาอังกฤษ เผื่อเวลาฉันถูกถามเรื่องการทำอาหารไทย ฉันบ้าเอาการทุกวันที่นั่งอยู่บนรถเมล์ ฉันก็จะนึกทบทวนทั้งคำถามและคำตอบที่ฉันเตรียมไว้หากฉันถูกถาม ฉันจึงมักกลับบ้านตามลำพัง เนื่องจากฉันอยากใช้เวลากับตนเองมากที่สุด ฉันไม่สามารถใช้เวลาทบทวนสิ่งต่างๆที่บ้านได้ เพราะฉันกลัวว่าจะทำให้ทุกคนเครียดไปกับฉันด้วย ฉันจึงขอบ้าตามลำพัง

ตลอดเวลาในหัวฉันมีแต่เรื่องคำถามและคำตอบที่ฉันคิดว่ากรรมการจะถามฉัน ฉันเตรียมแม้กระทั่งบทพูดก่อนที่ฉันจะแสดงขิม และรำไทย(ฉันคิดว่านอกจากการแสดงขิม ฉันควรมีการแสดงอื่นๆด้วยเพราะมีความสามารถพิเศษอย่างเดียวดูจะธรรมดาเกินไป) ที่ปรึกษาของฉันในตอนนั้นมีคนเดียวคือ อาจารย์ราตรี ฉันบอกอาจารย์ตามตรงว่า หากเป็นไปได้ฉันก็อยากได้ทุน AFS อาจารย์ดูจะทราบดี เพราะฉันไปพบอาจารย์สม่ำเสมอเกินกว่าที่อาจารย์คาดคิด ฉันไม่ลืมที่จะบอกอาจารย์ถึงจุดอ่อนของฉันสำหรับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ฉันบอกอาจารย์ตามตรงว่า ฉันไม่สามารถแม้แต่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่เรียนอยู่ปัจจุบันอย่างคล่องแคล่ว ฉันมักสับสนในการอ่านทำให้ ออกเสียงผิด และมีสำเนียงที่เพี้ยนมากๆ จนอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษของฉันเอือมระอา และเป็นตัวตลกของอาจารย์และเพื่อนๆ อาจารย์ราตรีดูอึ้งๆไปในครั้งแรกที่อาจารย์ทราบ แต่อาจารย์ก็บอกฉันว่าอาจารย์ยินดีจะช่วยฉันเต็มที่ หากฉันมีอะไรที่ไม่เข้าใจ อ่านไม่ถูก พูดไม่ได้ก็ให้มาถามอาจารย์ อาจารย์ราตรีจึงเป็นที่พึ่งของฉันอย่างจริงจัง ฉันไปหาอาจารย์ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น บางทีไม่เจออาจารย์ฉันก็จะนั่งอยู่หน้าห้องอาจารย์และทบทวนบทสนทนาต่างๆที่ฉันเตรียมไว้สำหรับการสอบสัมภาษณ์ ฉันเตรียมแม้กระทั่งบทพูดเก๋ๆ หากฉันฟังไม่ทันและต้องการให้กรรมการทวนคำถามให้ฉันอีกครั้ง

ฉันพบพาความพร้อมไปเต็มเปี่ยมในวันที่สอบสัมภาษณ์ ฉันรู้ว่าฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย มีแต่ความพยายามและความบ้าเพราะอยากไปต่างประเทศมากๆ ฉันได้ใช้บทสนทนาทุกบทที่ฉันเตรียมตามแต่โอกาสจะอำนวย ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าฉันทำได้ดีกว่าตัวตนปกติของฉันที่แสนอ่อนด้านภาษา

ก่อนถึงวันที่ประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ อาจารย์ราตรีเรียกฉันไปพบในช่วงระหว่างที่ฉันกำลังเรียนอยู่ในห้อง ฉันใจเต้นอย่างบอกไม่ถูก แอบคิดในใจว่าน่าจะเป็นข่าวดีนะ เมื่อฉันไปถึงอาจารย์ก็บอกฉันว่า ทาง AFS โทรมาแจ้งว่า ปีนี้ทาง ม.พ. ได้ 1 คนนะ ฉันหัวใจแทบหยุดเต้นเพราะกลัวว่าจะไม่ใช่ฉัน เพราะอาจารย์อาจจะอยากเรียกฉันมาเพื่อทำใจก่อนคนอื่นก็เป็นได้ แต่เมื่ออาจารย์พูดต่อว่า ทาง AFS บอกว่าแปลกดี ปีนี้คนที่ได้ก็ชื่อ "วิลาสินี" เหมือนปีที่แล้ว (ปีก่อนหน้าฉันพี่ที่ได้ทุน AFS ชื่อพี่วิลาสินี เหมือนกัน) เมื่ออาจารย์พูดจบฉันก็รีบยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณอาจารย์ และบอกอาจารย์ว่า ฉันได้ทุนเพราะอาจารย์ แต่อาจารย์ราตรีบอกฉันว่าอย่าคิดอย่างนั้น อาจารย์บอกฉันว่า "เป็นเพราะตัวหนูเองต่างหาก" ฉันรู้สึกขอบคุณอาจารย์อย่างที่สุด ฉันคงไม่เป็นฉันในวันนี้หากไม่มีอาจารย์ ขอบคุณค่ะ อาจารย์ราตรี

AFS ทุนที่ฉันอยากได้ (I)


ฉันรู้จักทุน AFS ตั้วแต่เรียนอยู่ชั้น ม.3 สืบเนื่องมาจากความอยากไปเรียนต่างประเทศของฉัน ฉันจึงเริ่มสมัครสอบทุน AFS ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.3 แต่ด้วยความอ่อนด้อยด้านภาษาอังกฤษของฉัน ฉันจึงสอบไม่ผ่านตั้งแต่สอบข้อเขียน ฉันยังติดตามเพื่อสมัครและสอบทุน AFS ต่อ ตอนที่ฉันอยู่ชั้น ม.4 ฉันยังพกพาความไม่มั่นใจในเรื่องภาษาอังกฤษติดตัวฉันมาตลอดเวลา

จนฉันทนไม่ไหวฉันจึงถามอาจารย์ผิวจันทร์ที่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่สอนทั้งเหล่าญาติๆและพี่ๆของฉันรวมถึงฉันด้วยว่า ฉันจะเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างไร อาจารย์ผิวจันทร์ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า "อ่านที่อาจารย์สอนวันละ 15 นาทีก็พอ อาจารย์ขอเท่านั้นแหละ" ฉันรู้สึกว่ามันดูง่ายมากและสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือ แต่ฉันก็กลัวอาจารย์เกินกว่าจะถามต่อ

ฉันโชคดีที่ฉันเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง เพราะหลังจากนั้น ฉันก็อ่านที่อาจารย์สอนวันละ 15 นาทีก่อนนอน แต่เวลาในการเตรียมตัวของฉันคงน้อยไป ฉันก็ยังคงสอบไม่ผ่านแม้กระทั้งข้อเขียนตอนที่ฉันอยู่ชั้น ม. 4 ฉันไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมาก เพราะฉันรู้สึกสิ้นหวังตั้งแต่ทำข้อสอบ เพราะฉันทำข้อสอบไม่ได้เลย แต่ฉันรู้สึกว่าฉันอ่านข้อสอบได้รู้เรื่องมากกว่าตอนที่ฉันอยู่ ม. 3 ฉันตั้งใจทบทวนและอ่านสมุดจดที่เรียนกับอาจารย์ผิวจันทร์มากขึ้นและพยายามอ่านหนังสือภาษาอังกฤษทุกเล่มที่พบเจอ จนถึงเวลาที่ฉันสอบชิงทุน AFS เป็นครั้งที่ 3 พอสอบเสร็จฉันรู้สึกตัวเบาและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก แอบคิดในใจว่า ฉันน่าจะมีโอกาสสอบผ่านนะ ที่ฉันไม่สามารถมั่นใจได้ เพราะในการสอบมีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นๆที่สมัครสอบรวมกันน่าจะหลายพันคน

ในการสอบครั้งที่ 3 ของฉันมีเพื่อนร่วมชั้นไปสอบด้วยหลายคน แต่ละคนเป็นคนที่เรียนเก่งมากๆ เป็นปกติอยู่แล้ว ฉันเป็นคนเดียวที่อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษของฉันในขณะนั้นถึงกับออกปากว่า "เธอก็ไปสมัครเหรอ" ฉันก็ได้แต่พูดเฉไฉไปว่า "แค่ไปลองเล่นๆค่ะ" ซึ่งต่างกับที่ใจฉันคิดอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ประกาศผลสอบข้อเขียนมาถึง ฉันก็ย่องไปดูที่บอร์ดหน้าห้องอาจารย์หมวดภาษาอังกฤษ ฉันดีใจมากที่มีชื่อฉันติด 1 ใน 5 ของนักเรียน ม.พ. ที่ผ่านการสอบข้อเขียนในปีนั้น ฉันหัวใจเต้นโครมครามอยากให้ฝันในการไปเรียนต่างประเทศของฉันเป็นจริง ฉันดีใจและเครียดในเวลาเดียวกัน แม้อาจารย์สอนภาษาอังกฤษของฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย อาจารย์ถึงกับพูดในห้องท่ามกลางเพื่อนที่ฉันรักว่า "...อย่างเธอ ก็สอบข้อเขียนได้หรือ ก็คงแค่นี้แหละ" น้ำตาของฉันแทบร่วง แต่ฉันได้แต่อดทนเพราะฉันไม่อยากอ่อนแอในสายตาใครๆ เพื่อนหลายคนเดินมาโอบฉันเพื่อปลอบใจ ฉันได้แต่นิ่งเงียบ แต่นั้นกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของฉัน ฉันตัดสินใจที่จะพยายามให้ถึงที่สุด

Where there is a will, there is a way



ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันใฝ่ฝันถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศ ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษ ด้วยความที่ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวในบ้านและหลานสาวคนเดียวในครอบครัวใหญ่ ด้วยวัฒนธรรมของครอบครัวที่ฉลองตรุษจีนแทนการฉลองปีใหม่ไทย โอกาสของฉันดูจะเลือนราง ด้วยหากโอกาสของการเรียนต่อต่างประเทศจะมีขึ้นในครอบครัว ก็คงไม่ใช่สำหรับฉันอย่างแน่นอน แต่น่าจะเป็นโอกาสสำหรับพี่ชายทั้งสองของฉัน ฉันไม่รู้สึกน้อยใจเลย แต่กลับรู้สึกว่าฉันได้รับการเตรียมตัวตั้งแต่เด็กมากกว่า ว่า หากฉันอยากจะเรียนสูงๆ อยากจะไปเรียนเมืองนอก ฉันจะต้องพยายามด้วยตัวของฉันเอง ด้วยความที่ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษมากๆ

ฉันก็มักจะถามญาติของฉันที่กลับจากร่ำเรียนในต่างประเทศและพูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื้อว่า "ทำอย่างไร ? ถึงเก่งภาษาอังกฤษเก่งล่ะ"

คำตอบที่ฉันได้รับก็คือ "เมื่อไปอยู่ก็จะได้เอง"

ดูเป็นคำตอบที่แม้ปัจจุบันหากมีคนถามฉัน ฉันก็ตอบเช่นนี้เหมือนกัน แต่สำหรับฉันในตอนนั้น การไปเรียนต่างประเทศกลับเป็น สิ่งที่ฉันปรารถนาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหนทางเดียว(เท่าที่ฉันรู้ในตอนนั้น)ที่จะทำให้ฉันเก่งภาษาอังกฤษ

ฉันจึงเสาะหาทุนไปเรียนต่างประเทศ โดยการอ่านในหนังสือพิมพ์ และบอร์ดในโรงเรียน หากพบทุนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ฉันสมัครได้ ฉันก็จะขอพ่อกับแม่ของฉันไปสมัคร ซึ่งก็พบว่าสถานที่สมัครทุนมีทั้งที่เป็นที่ซึ่งดูไม่น่าไว้วางใจ และที่ซึ่งดู ok. ฉันโชคดีที่มีพ่อหรือไม่ก็แม่พาฉันไปเสมอ อาจเป็นเพราะสถานที่แรกดูน่ากลัวทำให้พ่อไม่อนุญาตให้ฉันไปคนเดียวอีกต่อไปกระมัง? จนฉันอ่านเจอบอร์ดรับสมัครทุน AFS ...ในโรงเรียนของฉันเอง